อาการของโรคและระยะของการติดเชื้อ HIV

การติดเชื้อ HIV มี 3 ระยะด้วยกัน

  • ระยะที่ 1 หลังจากผู้ป่วยติดเชื้อระยะแรก จะมีอาการเหมือนเป็นไข้หวัด แต่ไม่ใช่ผู้ป่วยทุกคนที่จะมีอาการนี้
  • ระยะที่ 2 เป็นช่วงที่ไวรัสเติบโตอยู่ในร่างกาย โดยอาจกินเวลาถึง 10 ปี ถึง 15 ปี โดยไม่มีอาการที่ปรากฎชัดเจน
  • ระยะที่ 3 เกิดขึ้นเมื่อระบบภูมิคุ้มกันร่างกายได้รับความเสียหายอย่างหนักจนไม่สามารถต่อสู้กับอาการติดเชื้อหรือโรคภัยได้อีก
  • หากผู้ป่วยไปตรวจวินิจฉัยโรค และเริ่มทำการรักษาเร็วเท่าไร ผู้ป่วยก็มีโอกาสที่จะมีชีวิตอยู่ได้นานขึ้นและมีสุขภาพดีขึ้นเท่านั้น
  • เนื่องจากผู้คนที่ติดเชื้อจำนวนมากไม่แสดงอาการในระยะที่ 1 และ 2 ดังนั้น เชื้อ HIV จึงมักถูกแพร่เชื้อไปยังบุคคลอื่นโดยผู้ป่วย ที่ไม่รู้ว่าตัวเองติดเชื้ออยู่แล้ว

การแสดงอาการป่วยจากการติดเชื้อ HIV ของผู้ป่วยแต่ละคนอาจไม่เหมือนกัน  และผู้ป่วยบางคนอาจไม่แสดง       อาการเป็นระยะเวลาหลายปี  หากไม่ได้รับการรักษา  เชื้อไวรัสจะยิ่งแข็งแกร่งมากขึ้น และทำลายระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้แย่ลงไปอีก การติดเชื้อ HIV มีอยู่สามระยะใหญ่ ๆด้วยกัน  ซึ่งผู้ป่วยแต่ละคนอาจแสดงอาการที่แตกต่างกันออกไป

ระยะที่ 1: การติดเชื้อเฉียบพลันขั้นต้น (Acute primary infection)

ประมาณหนึ่งสัปดาห์ ถึงสี่สัปดาห์นับจากวันที่ได้รับเชื้อ HIV ผู้ป่วยบางคนอาจแสดงอาการติดเชื้อที่เห็นได้อย่างชัดเจน อย่างเป็นไข้  อาการเจ็บป่วยแบบนี้อาจกินเวลาไม่นานมาก (หนึ่งถึงสองสัปดาห์) และผู้ป่วยบางคนอาจแสดงอาการเพียงเล็กน้อย หรือบางคนไม่แสดงอาการเลย   ไม่ใช่เรื่องดีหากผู้ป่วยมีอาการเจ็บป่วยเช่นนี้แต่ไม่เข้ารับการตรวจรักษา เพราะอาการเจ็บป่วยที่แสนธรรมดานี้ อาจเป็นสัญญาณของการติดเชื้อ HIV ได้

ผู้ป่วยควรไปพบแพทย์เป็นประจำหากกังวลว่าตนมีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อ HIV  หรือแม้จะไม่มีอาการดังกล่าว แต่รู้ว่าตนมีความเสี่ยง ก็ควรไปพบแพทย์เพื่อวินิจฉัย  จากนั้นแพทย์ก็จะให้ผู้ป่วยเข้ารับการทดสอบเชื้อ HIV เรียกว่า HIV test

 

อาการที่แสดงในระยะที่ 1 ประกอบด้วย

  • เป็นไข้ (อุณหภูมิสูง)
  • มีผื่นขึ้นตามร่างกาย
  • เจ็บคอ
  • ต่อมบวม
  • ปวดหัว
  • ปวดท้อง
  • อาการเจ็บปวดตามข้อต่อกระดูก
  • เจ็บปวดกล้ามเนื้อ

 

อาการเหล่านี้อาจเกิดขึ้นได้หากร่างกายของผู้ป่วยตอบสนองต่อเชื้อไวรัส HIV   เซลล์ในร่างกายที่ติดเชื้อHIV จะไหลเวียนไปทั่วระบบไหลเวียนโลหิตในร่างกาย  ส่วนระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายที่พยายามตอบสนอง  ก็จะโจมตีเชื้อไวรัสโดยผลิตแอนติบอดี้ต่อต้านเชื้อ HIV ออกมา   กระบวนการของร่างกายในช่วงนี้ เรียกว่า จุดเกิดภูมิคุ้มกัน (seroconversion)   เวลาที่ร่างกายต่อสู้กับเชื้อนี้ไม่มีความแน่นอน แต่มันอาจใช้เวลาถึงสองสามเดือนเพื่อเสร็จสิ้นกระบวนการ

อาจเร็วไปที่จะได้รับผลการทดสอบเชื้อ HIV ที่ถูกต้องแม่นยำในระยะนี้ (ขึ้นอยู่กับประเภทการทดสอบของเชื้อ HIV  และอีกส่วนหนึ่งคือ ร่างกายอาจใช้เวลาหลายสัปดาห์หรือหลายเดือนกว่าเชื้อ HIV จะปรากฏขึ้นมา)  แต่ถึงอย่างไรก็ตาม  ระดับเชื้อไวรัสในร่างกายของผู้ป่วยก็สูงมากแล้วในระยะที่แสดงอาการเจ็บป่วยเหล่านี้   การใช้ถุงยาง เป็นวิธีการที่ดีที่สุดที่จะช่วยป้องกันไม่ให้ร่างกายรับเชื้อ HIV เข้ามาขณะมีเพศสัมพันธ์  และจะสำคัญยิ่งขึ้นไปอีก หากคุณใช้กับบุคคลที่คุณคิดว่ามีเชื้อ HIV

 

ระยะที่ 2: ระยะที่ไม่ปรากฏอาการ (asymptomatic stage)

เมื่อระยะติดเชื้อเฉียบพลันขั้นตอนได้จบลงไปแล้ว ผู้ป่วยจำนวนมากก็จะรู้สึกว่าร่างกายแข็งแรงขึ้นแล้ว แต่แท้จริงแล้ว เชื้อไวรัส HIV อาจไม่แสดงอาการอื่น ๆ อีกจนกว่าจะถึง 10 ปี หรือแม้กระทั่ง 15 ปี (ขึ้นอยู่กับอายุ, ประวัติร่างกายผู้ป่วย, และสุขภาพโดยรวม)  อย่างไรก็ตาม ไวรัสก็ยังคงอยู่ในร่างกาย  ติดเชื้อเซลล์ใหม่ ๆ และเพิ่มจำนวนตัวเอง  ซึ่งเมื่อเวลาผ่านไป ระบบภูมิคุ้มกันร่างกายจะได้รับความเสียหายลงไปเรื่อย ๆ โดยผู้ป่วยไม่รู้ตัว

 

ระยะที่ 3: ระยะเริ่มปรากฏอาการ (Symptomatic HIV infection)

เมื่อเข้าสู่ระยะที่สาม แสดงว่าระบบภูมิคุ้มกันร่างกายได้รับความเสียหายมากแล้ว  ในระยะนี้ ผู้ป่วยมีแนวโน้มที่จะมีอาการติดเชื้อขั้นรุนแรง หรือได้รับความเจ็บป่วยจากแบคทีเรียและเชื้อราที่ร่างกายไม่สามารถต่อสู้ได้ การติดเชื้อในระยะนี้ ถูกเรียกว่า โรคติดเชื้อฉวยโอกาส (Opportunistic infection) คือ ฉวยโอกาสตอนที่ภูมิคุ้มกันในร่างกายไม่สามารถต้านทานโรคได้

 

อาการเจ็บป่วยที่ผู้ป่วยอาจมีในระยะที่ 3 นี้ ประกอบไปด้วย:

  • น้ำหนักลด
  • โรคอุจจาระร่วงเรื้อรัง
  • เหงื่อออกตอนกลางคืน (Night sweat)
  • ไข้หวัด
  • ไข้เรื้อรัง
  • ผิวหนังและปากแห้ง
  • ติดเชื้อเป็นประจำ
  • เกิดโรคภัยหรืออาการเจ็บป่วยร้ายแรง

 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *